แชร์

นิธิศ นวรัตน ณ อยุธยา กับ "ผ้าห่มดิน" นวัตกรรมไทยที่อยากหยุดน้ำท่วมและดินถล่มตั้งแต่ต้นทาง

อัพเดทล่าสุด: 9 ก.ค. 2026
570 ผู้เข้าชม

ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างน้ำท่วมขัง โคลนถล่ม หรือแม้แต่วิกฤตฝุ่นละออง PM 2.5 ที่เราเผชิญกันอยู่ทุกวันนี้ แท้จริงแล้วมีจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่งจากสาเหตุเดียวกันที่หลายคนมองข้าม นั่นคือภาวะ "ดินเปลือย" จากการขุดเจาะและถากถางหน้าดินในภาคการก่อสร้างและการเกษตร

“นิธิศ นวรัตน ณ อยุธยา” ทายาทรุ่น 2 แห่งบริษัท ปกป้องปฐพี จำกัด ซึ่งกำลังปลุกปั้นแคมเปญระดับประเทศอย่าง Thailand Zero Erosion (TZE) เล่าว่าวิกฤตความเสื่อมโทรมของผืนดินนี้ ได้จุดประกายให้เกิดนวัตกรรมปกป้องสิ่งแวดล้อมที่สืบสานและต่อยอดมาจากแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็น "บิดาแห่งดินของโลก" ซึ่งทรงให้แนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังไว้ว่า เมื่อใดที่มีการเปิดหน้าดิน เมื่อนั้นก็จะต้องคลุมดิน หรือ "ห่มดิน" เสมอ



จากพระราชดำริสู่การปฏิบัติจริง

นวัตกรรมรักษ์โลก 100% ภายใต้ชื่อ "ผ้าห่มดิน" และ "หมอนกันดิน" ซึ่งผลิตจากวัสดุอินทรีย์อย่างใยมะพร้าว ประกบด้วยตาข่ายโพลีเมอร์ที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ เย็บด้วยเครื่องจักรนำเข้าจากเยอรมนีจนมีความทนทานต่อแรงตึงสูง

หลักการทำงานของผ้าห่มดินนั้นน่าทึ่งมาก เพราะมันทำหน้าที่เปรียบเสมือนพลาสเตอร์หรือ "หนังกำพร้า" ที่คอยปิดปากแผลให้กับหน้าดินที่ถูกเปิดออก ช่วยปกป้องหน้าดินที่มีสารอินทรีย์อุดมสมบูรณ์ไม่ให้ถูกกัดเซาะทำลาย และป้องกันไม่ให้ตะกอนโคลนไหลลงไปอุดตันแหล่งน้ำลำคลอง

ความมหัศจรรย์ยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อนำนวัตกรรมนี้ไปผสานกับธรรมชาติ โดยการใช้ผ้าห่มดินร่วมกับการปลูก "หญ้าแฝก" ที่มีรากหยั่งลึก และ "หญ้ารูซี่" ที่โตไวภายใน 6 เดือน ซึ่งการผสานพลังนี้จะช่วยตรึงหน้าดินให้เกิดเสถียรภาพและพลิกฟื้นกลับมาเป็นพื้นที่สีเขียวได้ภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี

ในมุมของการลงทุน นวัตกรรมเชิงป้องกันนี้ใช้เงินไม่ถึง 1% ของงบประมาณการก่อสร้างทั้งหมดเสียด้วยซ้ำ แต่กลับสามารถช่วยภาครัฐประหยัดงบประมาณมหาศาลจากการไม่ต้องไปตามซ่อมแซมถนนพัง ดินถล่ม หรือขุดลอกคูคลองในภายหลัง

มากไปกว่านั้น นวัตกรรมนี้ยังตอบโจทย์เมกะเทรนด์โลกและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะการป้องกันไม่ให้หน้าดินถูกชะล้าง คือการรักษาสารอินทรีย์ที่ช่วยกักเก็บคาร์บอนไว้ตามธรรมชาติ ซึ่งสามารถนำไปคำนวณเป็น "คาร์บอนเครดิต" กลับคืนมาได้อีกด้วย

แม้การพยายามเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการก่อสร้างของภาครัฐในปัจจุบันจะยากลำบากราวกับ "การเข็นสโนว์บอล" เพราะต้องฝ่าฟันกับความเคยชินเดิมๆ และกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ยังคลุมเครือ แต่นี่คือความท้าทายที่บริษัทผู้บุกเบิกในไทยตั้งเป้าจะผลักดันให้กลายเป็นแพลตฟอร์มมาตรฐานของประเทศให้ได้ภายใน 2-3 ปี

เหนือสิ่งอื่นใด วิสัยทัศน์สูงสุดของโครงการนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ผลกำไรทางธุรกิจ แต่มันคือความหวังอันยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนผ่านวงการก่อสร้างไทยจาก "คอนกรีตสีเทา" ไปสู่ "โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว" ซึ่งหากทำสำเร็จ ประเทศไทยจะก้าวทะยานขึ้นเป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมในระดับโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ

***กว่าจะเป็น หมอน-ผ้าห่มดิน



จุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจของการพัฒนานวัตกรรม "ผ้าห่มดิน" และ "หมอนกันดิน"

คือปัญหาจากการเปิดหน้าดินในภาคการก่อสร้างและการเกษตร ที่ทำให้ต้องถางความอุดมสมบูรณ์ของหน้าดินออกจนเกิดเป็นดินเปลือย นิธิศอธิบายว่าเมื่อฝนตก ดินเปลือยจะกลายเป็นโคลนไหลลงแหล่งน้ำ ทำให้คลองตื้นเขินและเกิดปัญหาอุทกภัยตามมา แรงบันดาลใจสำคัญในการแก้ปัญหานี้มาจากแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งทรงเป็นบิดาแห่งดินโลก ที่ทรงตรัสไว้ว่าเมื่อเปิดหน้าดินแล้วจะต้องคลุมดิน หรือใช้คำว่า "ห่มดิน"

“ทั้ง ผ้าห่มดิน และหมอนกันดิน เป็นวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสามารถย่อยสลายได้ 100% โดยมีไส้ในทำจากใยมะพร้าว ผ้าห่มดินผลิตโดยใช้ตาข่ายโพลีเมอร์ที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติประกบกับใยมะพร้าวเหมือนแซนด์วิช และเย็บด้วยเครื่องจักรนำเข้าจากเยอรมนี มีความทนทานต่อแรงตึงและมีอายุการใช้งาน 2-3 ปี ส่วนหมอนกันดินมีลักษณะเป็นท่อนคล้ายไส้กรอก ใช้สำหรับวางตามแนวเส้นชั้นความสูง บนเชิงเขาหรือพื้นที่ที่เกิดไฟป่าเพื่อช่วยดักจับตะกอนดิน”

นิธิศเล่าต่อว่าผ้าห่มดินเปรียบเสมือนพลาสเตอร์หรือหนังกำพร้าที่ช่วยปิดแผลให้หน้าดิน ป้องกันไม่ให้หน้าดินถูกกัดเซาะและพังทลาย การปกป้องหน้าดินช่วยรักษาความอุดมสมบูรณ์ของสารอินทรีย์เพื่อให้พืชเจริญเติบโตได้ นอกจากนี้ นวัตกรรมนี้ยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว (Green Infrastructure) โมเดลเศรษฐกิจ BCG และสามารถคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิตจากการช่วยกักเก็บคาร์บอนไว้ในชั้นดินไม่ให้สูญเสียไปกับการชะล้างได้อีกด้วย

เมื่อถามว่า ในต่างประเทศมีมาตรฐานการจัดการปัญหาหน้าดินแตกต่างจากประเทศไทยอย่างไร นิธิศชี้ว่าในประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และในฝั่งยุโรป มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและกฎหมายการก่อสร้างที่บังคับให้มีการปกป้องหน้าดินอย่างเข้มงวดและมีมาตรการปรับที่รุนแรง แต่สำหรับประเทศไทยในอดีต กฎหมายสิ่งแวดล้อม (EIA) มักเขียนไว้แบบคลุมเครือ เพราะในประเทศยังขาดแคลนซัปพลายเออร์ที่ผลิตวัสดุเหล่านี้ได้

สำหรับประเทศไทย มีการนำผ้าห่มดินไปประยุกต์ใช้ร่วมกับการปลูกหญ้าแฝก ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 18 เดือนในการให้รากยาวพอที่จะยึดหน้าดิน และใช้ร่วมกับหญ้ารูซี่ ที่ใช้เวลาเติบโตเพียง 6 เดือน ทำให้หน้าดินเกิดเสถียรภาพได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่เกิน 1 ปี นอกจากนี้ยังมีการคิดค้น "หมอนชำแฝก" โดยการนำหญ้าแฝกมาอนุบาลไว้ในหมอนกันดินจนรากงอกทะลุหมอน แล้วจึงนำไปติดตั้งในพื้นที่ทุรกันดารเพื่อแก้ปัญหาพืชตายก่อนที่รากจะยึดติดดินด้วย

***นับถอยหลัง เข้าเฟซ 3



นิธิศเผยต่อว่าปัจจุบันโครงการ TZE กำลังอยู่ในเฟสที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงของการนำไปทดลองใช้งานจริงกับพื้นที่ของหน่วยงานต่างๆ เช่น โรงเรียน ตชด. กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี เพื่อก้าวสู่ "เฟสที่ 3" ซึ่งมีเป้าหมายในการพัฒนาให้เป็นแพลตฟอร์มมาตรฐาน ทางการก่อสร้างที่ทุกภาคส่วนจะต้องปฏิบัติตาม

ในส่วนค่าใช้จ่ายในการนำผ้าห่มดินและหมอนกันดินไปใช้ นิธิศมองว่าต้นทุนการใช้นวัตกรรมนี้ต่ำมาก โดยคิดเป็นไม่ถึง 1% ของงบประมาณการก่อสร้างทั้งหมด การใช้งานถือเป็นการลงทุนเชิงป้องกันแบบระยะยาว ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณของภาครัฐได้อย่างมหาศาล เพราะเมื่อไม่มีการพังทลาย ก็ไม่จำเป็นต้องเสียค่าซ่อมแซม ค่าบำรุงรักษา หรือค่าขุดลอกคูคลองในภายหลัง

ปัจจุบัน กลุ่มลูกค้าหลักของบริษัท ปกป้องปฐพี มีทั้ง ภาคเอกชนที่ทำงานถมที่ สร้างอ่างเก็บน้ำ รวมถึงโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม EEC ที่ใช้มาตรฐานการก่อสร้างจากต่างประเทศ ซึ่งกลุ่มนี้พร้อมซื้อไปใช้งานอยู่แล้ว และยังมีเป้าหมายหลักไปที่หน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมชลประทาน และกรมอุทยานแห่งชาติฯ เพื่อผลักดันให้เกิดเป็นมาตรฐานใหม่ต่อไป

อย่างไรก็ตาม นิธิศประเมินว่าเปอร์เซ็นต์การใช้งานในภาพรวมยังถือว่าน้อยมากเพราะคนไทยยังไม่ค่อยรู้จัก ซึ่งเป็นความท้าทายที่สำคัญในการผลักดันเรื่องนี้ในประเทศไทย

“อุปสรรคสำคัญคือประเทศไทยขาดความตระหนักรู้ด้านการป้องกันสิ่งแวดล้อม และมักจะรอให้เกิดปัญหาการพังทลายหรือมีข้อร้องเรียนก่อนจึงจะเข้าไปซ่อมแซม นอกจากนี้ การเปลี่ยนมาตรฐานของภาครัฐยังเป็นเรื่องยาก เปรียบเสมือนการเข็นสโนว์บอล รวมถึงผู้รับเหมาก่อสร้างที่มักจะต้องการตัดลดต้นทุน จึงไม่ยอมใช้วัสดุเหล่านี้หากไม่มีกฎหมายบังคับที่ชัดเจน”

ที่สุดแล้ว แม้ปกป้องปฐพีจะเป็นบริษัทที่ดำเนินงานมาเป็นเวลา 5 ปี และถือเป็นบริษัทแรกและบริษัทเดียวในประเทศไทยที่เป็นผู้บุกเบิก ผลิตภัณฑ์ผ้าห่มดินและหมอนกันดิน แต่ นิธิศทิ้งท้ายว่าเป้าหมายสูงสุดของบริษัทนั้นไม่ใช่ผลประโยชน์ทางธุรกิจ แต่เป็นความสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศ ซึ่งหากทำได้ ประเทศไทยจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำระดับโลกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและด้านโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวได้แน่นอน.


บทความที่เกี่ยวข้อง
Nai Lert Butler กับบทบาทใหม่ของบัตเลอร์ในโลกที่บริการกลายเป็นความแตกต่างของแบรนด์
เปิดโลกอาชีพ "บัตเลอร์" ผ่านมุมมองของ พิสิฐ หงษาครประเสริฐ ผู้อำนวยการนายเลิศ บัตเลอร์ อะคาเดมี ในวันที่ทักษะบัตเลอร์เป็นที่ต้องการมากกว่าแค่โรงแรม 5 ดาว
17 พ.ค. 2026
Somos Martina กางเกงประจำเดือน ชั้นในเปิดใจ เปลี่ยนให้สาวกล้าพูด
ไม่ว่าสินค้าเกี่ยวกับประจำเดือนจะพัฒนาไปมากเท่าใดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ทัศนคติของผู้คนกลับยังไม่เปลี่ยนแปลง และมองว่ารอบเดือนยังเป็นเรื่องที่ต้องเงียบ ต้องเก็บไว้ และไม่ควรหยิบขึ้นมาพูดถึง
31 มี.ค. 2026
Rhode x The Biebers เมื่อสกินแคร์เริ่มขยับเข้าใกล้ “วัฒนธรรมป๊อป” มากขึ้น
คอลแลบครั้งแรกที่ Justin ลงมือจริง Rhode ของ Hailey Bieber เปิดตัว Rhode x The Biebers (13 เม.ย. 2026) และเป็นครั้งแรกที่ Justin Bieber เข้ามามีส่วนร่วมในตัวสินค้า ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ของแคมเปญ
18 เม.ย. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy