Siemens จับมือ P&G ใช้ AI ตรวจคุณภาพสินค้าในโรงงานทั่วโลก ลดของเสียได้ 10–20%
อัพเดทล่าสุด: 25 ต.ค. 2026
31 ผู้เข้าชม

ซีเมนส์ (Siemens) และพรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (Procter & Gamble หรือ P&G) ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ ประกาศความร่วมมือขยายการใช้ระบบตรวจสอบคุณภาพสินค้าด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปยังฐานการผลิตของ P&G ทั่วโลก เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตรวจจับข้อบกพร่องของสินค้า และลดการสูญเสียวัสดุในกระบวนการผลิต
ระบบดังกล่าวสามารถตรวจสอบสินค้าได้แบบเรียลไทม์ แม้สายการผลิตจะทำงานด้วยความเร็วสูง โดยบริษัทระบุว่าสามารถ ลดปริมาณของเสียได้ 10–20% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า และใช้เวลาในการติดตั้งและเริ่มใช้งานบนสายการผลิตใหม่เร็วกว่าระบบตรวจจับด้วยภาพแบบเดิม 5–10 เท่า
ใช้ AI ตรวจจับข้อบกพร่องที่ระบบเดิมตรวจได้ยาก
หัวใจของความร่วมมือคือระบบ Visual Inspection Cockpit (VIC) ซึ่งพัฒนาขึ้นร่วมกันเพื่อใช้ตรวจสอบคุณภาพสินค้าในสายการผลิตความเร็วสูง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีวัสดุหรือบรรจุภัณฑ์ซึ่งอาจย่น ยืด หรือเปลี่ยนรูปร่างระหว่างการผลิต
ระบบตรวจสอบด้วยภาพแบบเดิมมักต้องปรับตั้งค่าใหม่เมื่อมีการเปลี่ยนวัสดุ รูปแบบบรรจุภัณฑ์ หรือสภาพแวดล้อม แต่ระบบที่ใช้ AI สามารถปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ดีขึ้น
เทคโนโลยีดังกล่าวยังช่วยตรวจจับข้อบกพร่องที่สังเกตได้ยาก เช่น ความแตกต่างของสีเพียงเล็กน้อย ชิ้นส่วนที่วางซ้อนทับกัน หรือความผิดปกติบนบรรจุภัณฑ์ที่มีลวดลายซับซ้อน
ตรวจพบสินค้ามีปัญหาและคัดแยกออกได้ทันที
ระบบ VIC ผสานโมเดล Deep Learning ที่พัฒนาโดย P&G เข้ากับแพลตฟอร์ม Industrial Edge ของ Siemens และคอมพิวเตอร์อุตสาหกรรมที่ใช้หน่วยประมวลผล GPU จาก NVIDIA
การประมวลผลเกิดขึ้นใกล้กับเครื่องจักรในโรงงาน ทำให้ระบบสามารถตรวจสอบสินค้าและส่งคำสั่งตอบสนองได้ทันที เช่น แจ้งเตือนเมื่อพบความผิดปกติ หรือสั่งคัดแยกสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานออกจากสายการผลิตโดยอัตโนมัติ
นอกจากนี้ ข้อมูลที่รวบรวมจากการตรวจสอบยังสามารถนำมาวิเคราะห์แนวโน้มข้อบกพร่อง เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตในระยะยาว
ขยายจากสายการผลิตเดียวสู่โรงงานทั่วโลก
ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงพัฒนาระบบตรวจสอบคุณภาพด้วย AI แต่ยังเน้นการนำเทคโนโลยีไปติดตั้งและใช้งานในโรงงานหลายแห่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Siemens รับหน้าที่สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล การขยายการใช้งานซอฟต์แวร์ และการดูแลระบบในระยะยาว ขณะที่ P&G นำความเชี่ยวชาญด้านกระบวนการผลิตและโมเดล AI ที่พัฒนาขึ้นเองมาใช้ร่วมกัน
สำหรับผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่ต้องผลิตสินค้าจำนวนมากด้วยความเร็วสูง ความสามารถในการตรวจพบข้อบกพร่องและคัดแยกสินค้าได้ทันที ช่วยลดการสูญเสียวัตถุดิบและเพิ่มความสม่ำเสมอของคุณภาพสินค้า
ความร่วมมือระหว่าง Siemens และ P&G จึงเป็นอีกตัวอย่างของการนำ AI มาใช้ในงานอุตสาหกรรมจริง โดยเชื่อมการตรวจสอบคุณภาพเข้ากับกระบวนการผลิตโดยตรง และเตรียมขยายการใช้งานไปยังโรงงานทั่วโลก
ที่มา: ข่าวประชาสัมพันธ์ Siemens ประเทศไทย วันที่ 20 ตุลาคม 2026
ระบบดังกล่าวสามารถตรวจสอบสินค้าได้แบบเรียลไทม์ แม้สายการผลิตจะทำงานด้วยความเร็วสูง โดยบริษัทระบุว่าสามารถ ลดปริมาณของเสียได้ 10–20% ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า และใช้เวลาในการติดตั้งและเริ่มใช้งานบนสายการผลิตใหม่เร็วกว่าระบบตรวจจับด้วยภาพแบบเดิม 5–10 เท่า
ใช้ AI ตรวจจับข้อบกพร่องที่ระบบเดิมตรวจได้ยาก
หัวใจของความร่วมมือคือระบบ Visual Inspection Cockpit (VIC) ซึ่งพัฒนาขึ้นร่วมกันเพื่อใช้ตรวจสอบคุณภาพสินค้าในสายการผลิตความเร็วสูง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีวัสดุหรือบรรจุภัณฑ์ซึ่งอาจย่น ยืด หรือเปลี่ยนรูปร่างระหว่างการผลิต
ระบบตรวจสอบด้วยภาพแบบเดิมมักต้องปรับตั้งค่าใหม่เมื่อมีการเปลี่ยนวัสดุ รูปแบบบรรจุภัณฑ์ หรือสภาพแวดล้อม แต่ระบบที่ใช้ AI สามารถปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ดีขึ้น
เทคโนโลยีดังกล่าวยังช่วยตรวจจับข้อบกพร่องที่สังเกตได้ยาก เช่น ความแตกต่างของสีเพียงเล็กน้อย ชิ้นส่วนที่วางซ้อนทับกัน หรือความผิดปกติบนบรรจุภัณฑ์ที่มีลวดลายซับซ้อน
ตรวจพบสินค้ามีปัญหาและคัดแยกออกได้ทันที
ระบบ VIC ผสานโมเดล Deep Learning ที่พัฒนาโดย P&G เข้ากับแพลตฟอร์ม Industrial Edge ของ Siemens และคอมพิวเตอร์อุตสาหกรรมที่ใช้หน่วยประมวลผล GPU จาก NVIDIA
การประมวลผลเกิดขึ้นใกล้กับเครื่องจักรในโรงงาน ทำให้ระบบสามารถตรวจสอบสินค้าและส่งคำสั่งตอบสนองได้ทันที เช่น แจ้งเตือนเมื่อพบความผิดปกติ หรือสั่งคัดแยกสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานออกจากสายการผลิตโดยอัตโนมัติ
นอกจากนี้ ข้อมูลที่รวบรวมจากการตรวจสอบยังสามารถนำมาวิเคราะห์แนวโน้มข้อบกพร่อง เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตในระยะยาว
ขยายจากสายการผลิตเดียวสู่โรงงานทั่วโลก
ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงพัฒนาระบบตรวจสอบคุณภาพด้วย AI แต่ยังเน้นการนำเทคโนโลยีไปติดตั้งและใช้งานในโรงงานหลายแห่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Siemens รับหน้าที่สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล การขยายการใช้งานซอฟต์แวร์ และการดูแลระบบในระยะยาว ขณะที่ P&G นำความเชี่ยวชาญด้านกระบวนการผลิตและโมเดล AI ที่พัฒนาขึ้นเองมาใช้ร่วมกัน
สำหรับผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่ต้องผลิตสินค้าจำนวนมากด้วยความเร็วสูง ความสามารถในการตรวจพบข้อบกพร่องและคัดแยกสินค้าได้ทันที ช่วยลดการสูญเสียวัตถุดิบและเพิ่มความสม่ำเสมอของคุณภาพสินค้า
ความร่วมมือระหว่าง Siemens และ P&G จึงเป็นอีกตัวอย่างของการนำ AI มาใช้ในงานอุตสาหกรรมจริง โดยเชื่อมการตรวจสอบคุณภาพเข้ากับกระบวนการผลิตโดยตรง และเตรียมขยายการใช้งานไปยังโรงงานทั่วโลก
ที่มา: ข่าวประชาสัมพันธ์ Siemens ประเทศไทย วันที่ 20 ตุลาคม 2026
บทความที่เกี่ยวข้อง
เมื่อโมเดล AI ประสิทธิภาพสูงเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ความได้เปรียบของธุรกิจจึงไม่ได้อยู่ที่การเลือกใช้โมเดลเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการบริหารข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ AI โดย Nutanix ชี้ว่าองค์กรจำนวนมากยังมีปัญหาในการนำ AI จากโครงการทดลองไปใช้งานจริง โดยเฉพาะเรื่องความพร้อมของระบบ ต้นทุน และการควบคุมข้อมูลสำคัญ
9 ต.ค. 2026
Starbucks Japan เปิดตัว "Collection Rack" ชั้นวางของสะสมที่จำลองบรรยากาศร้าน Starbucks แบบย่อส่วน ให้แฟน ๆ นำแก้วน้ำ ตุ๊กตา Bearista และ Miniature Collection มาจัดเป็นร้านกาแฟในแบบของตัวเอง โดยสินค้ารุ่นนี้เปิดจำหน่ายเฉพาะสมาชิก Starbucks Rewards ระดับ Gold เท่านั้น
26 ก.ค. 2026
จากหุ้นที่เคยพุ่งแรงเพราะความหวังเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า วันนี้ Xiaomi กำลังเข้าสู่ช่วงที่ตลาดเริ่มมองข้ามกระแส และหันกลับมาถามถึงความสามารถในการทำกำไรและการเติบโตในระยะยาว
14 มิ.ย. 2026


