Nutanix ชี้ เมื่อทุกองค์กรเข้าถึง AI ได้ ความได้เปรียบจึงไม่ได้อยู่ที่โมเดล แต่อยู่ที่ข้อมูลขององค์กร
อัพเดทล่าสุด: 18 ต.ค. 2026
27 ผู้เข้าชม

เมื่อทุกองค์กรเข้าถึง AI ได้ ความแตกต่างอยู่ที่ข้อมูล
นายดารียุช แอชจารี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีและรองประธานฝ่ายวิศวกรรมโซลูชัน ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นของ Nutanix ให้มุมมองว่า โมเดลภาษาขนาดใหญ่หรือ LLM กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานที่องค์กรทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ทั้งผ่านโมเดลโอเพนซอร์สและบริการคลาวด์
ต่างจากเมื่อสองปีก่อนที่การเข้าถึง AI ประสิทธิภาพสูงอาจสร้างความได้เปรียบให้ธุรกิจ ปัจจุบันคำถามสำคัญจึงเปลี่ยนจาก “ควรใช้ AI โมเดลไหน” เป็น “จะใช้ AI สร้างมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างไร โดยยังควบคุมข้อมูลของตัวเองได้”
แนวคิดนี้เกี่ยวข้องกับ Data Sovereignty หรืออธิปไตยทางข้อมูล ซึ่งหมายถึงความสามารถขององค์กรในการกำหนดว่าข้อมูลจะถูกจัดเก็บ ประมวลผล และควบคุมภายใต้กฎระเบียบใด โดยเฉพาะข้อมูลลูกค้าและข้อมูลธุรกิจที่มีความละเอียดอ่อน
82% ยอมรับว่าโครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อมรองรับ AI
แม้องค์กรจำนวนมากให้ความสำคัญกับ AI แต่การนำไปใช้งานจริงยังมีอุปสรรค
รายงาน Enterprise Cloud Index (ECI) ปีที่ 8 ของ Nutanix ระบุว่า
ปัญหาไม่ได้มีเพียงประสิทธิภาพการประมวลผล แต่ยังรวมถึงข้อมูลที่กระจัดกระจาย การควบคุมค่าใช้จ่าย และความเสี่ยงจากการที่พนักงานนำเครื่องมือ AI มาใช้เองโดยไม่มีระบบกำกับดูแล หรือที่เรียกว่า Shadow AI
การใช้ AI โดยไม่มีระบบข้อมูลที่ดี อาจเพิ่มต้นทุนโดยไม่สร้างผลลัพธ์
Nutanix มองว่าการนำ AI มาใช้ไม่ได้หมายถึงค่าใช้จ่ายในการซื้อซอฟต์แวร์เท่านั้น แต่ยังมีต้นทุนจากการประมวลผล การจัดเก็บข้อมูล และการใช้ Token ซึ่งเป็นหน่วยที่ใช้วัดและคิดค่าใช้จ่ายในการประมวลผลของโมเดล AI หลายประเภท
หากองค์กรไม่มีข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นระบบ AI อาจสร้างคำตอบผิดพลาด หรือเกิดสิ่งที่เรียกว่า Hallucination ทำให้ต้องเสียทรัพยากรในการประมวลผลโดยไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ
ขณะเดียวกัน การรอให้เทคโนโลยีพร้อมก่อนตัดสินใจลงทุนก็มีความเสี่ยง ทั้งการพึ่งพาผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งมากเกินไป และการที่บุคลากรไม่ได้พัฒนาทักษะสำหรับระบบ AI รุ่นใหม่
แนวคิด AI Factory รวมทรัพยากรเพื่อควบคุมต้นทุนและข้อมูล
Nutanix เสนอให้องค์กรมอง AI เป็น AI Factory หรือระบบโครงสร้างพื้นฐานกลางสำหรับพัฒนาและใช้งาน AI แทนการสร้างโครงการทดลองแยกกันในแต่ละหน่วยงาน
แนวทางดังกล่าวเน้นการรวมทรัพยากรประมวลผล การจัดการข้อมูล และการกำกับดูแลไว้ในระบบที่สามารถบริหารร่วมกันได้ โดยบทความระบุถึงประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ได้แก่
ข้อมูลขององค์กรกลายเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ AI
ประเด็นหลักที่ Nutanix ต้องการสื่อคือ เมื่อโมเดล AI มีให้เลือกมากขึ้น องค์กรจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตนเองมีอยู่แล้ว นั่นคือ ข้อมูลเฉพาะทาง ความรู้ภายในองค์กร และความสามารถในการควบคุมการนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้
การลงทุน AI จึงไม่ควรพิจารณาเพียงความสามารถของโมเดล แต่ต้องประเมินความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ความถูกต้องของข้อมูล ต้นทุนการดำเนินงาน และข้อกำหนดด้านความปลอดภัยควบคู่กัน
สำหรับองค์กรที่กำลังขยายการใช้ AI จากการทดลองไปสู่การทำงานจริง แนวคิดนี้ชี้ให้เห็นว่า การจัดการข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานเป็นส่วนสำคัญในการทำให้ AI สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
นายดารียุช แอชจารี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีและรองประธานฝ่ายวิศวกรรมโซลูชัน ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นของ Nutanix ให้มุมมองว่า โมเดลภาษาขนาดใหญ่หรือ LLM กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานที่องค์กรทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ทั้งผ่านโมเดลโอเพนซอร์สและบริการคลาวด์
ต่างจากเมื่อสองปีก่อนที่การเข้าถึง AI ประสิทธิภาพสูงอาจสร้างความได้เปรียบให้ธุรกิจ ปัจจุบันคำถามสำคัญจึงเปลี่ยนจาก “ควรใช้ AI โมเดลไหน” เป็น “จะใช้ AI สร้างมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างไร โดยยังควบคุมข้อมูลของตัวเองได้”
แนวคิดนี้เกี่ยวข้องกับ Data Sovereignty หรืออธิปไตยทางข้อมูล ซึ่งหมายถึงความสามารถขององค์กรในการกำหนดว่าข้อมูลจะถูกจัดเก็บ ประมวลผล และควบคุมภายใต้กฎระเบียบใด โดยเฉพาะข้อมูลลูกค้าและข้อมูลธุรกิจที่มีความละเอียดอ่อน
82% ยอมรับว่าโครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อมรองรับ AI
แม้องค์กรจำนวนมากให้ความสำคัญกับ AI แต่การนำไปใช้งานจริงยังมีอุปสรรค
รายงาน Enterprise Cloud Index (ECI) ปีที่ 8 ของ Nutanix ระบุว่า
- 85% ของผู้นำด้านไอทีที่ตอบแบบสำรวจมองว่า AI เป็นปัจจัยเร่งให้องค์กรต้องปรับปรุงระบบให้ทันสมัย
- 82% ยอมรับว่าโครงสร้างพื้นฐานที่ติดตั้งภายในองค์กรยังไม่พร้อมรองรับภาระงาน AI
- 79% ขององค์กรมีหน่วยงานนอกฝ่ายไอทีนำ AI มาใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาต
ปัญหาไม่ได้มีเพียงประสิทธิภาพการประมวลผล แต่ยังรวมถึงข้อมูลที่กระจัดกระจาย การควบคุมค่าใช้จ่าย และความเสี่ยงจากการที่พนักงานนำเครื่องมือ AI มาใช้เองโดยไม่มีระบบกำกับดูแล หรือที่เรียกว่า Shadow AI
การใช้ AI โดยไม่มีระบบข้อมูลที่ดี อาจเพิ่มต้นทุนโดยไม่สร้างผลลัพธ์
Nutanix มองว่าการนำ AI มาใช้ไม่ได้หมายถึงค่าใช้จ่ายในการซื้อซอฟต์แวร์เท่านั้น แต่ยังมีต้นทุนจากการประมวลผล การจัดเก็บข้อมูล และการใช้ Token ซึ่งเป็นหน่วยที่ใช้วัดและคิดค่าใช้จ่ายในการประมวลผลของโมเดล AI หลายประเภท
หากองค์กรไม่มีข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นระบบ AI อาจสร้างคำตอบผิดพลาด หรือเกิดสิ่งที่เรียกว่า Hallucination ทำให้ต้องเสียทรัพยากรในการประมวลผลโดยไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ
ขณะเดียวกัน การรอให้เทคโนโลยีพร้อมก่อนตัดสินใจลงทุนก็มีความเสี่ยง ทั้งการพึ่งพาผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งมากเกินไป และการที่บุคลากรไม่ได้พัฒนาทักษะสำหรับระบบ AI รุ่นใหม่
แนวคิด AI Factory รวมทรัพยากรเพื่อควบคุมต้นทุนและข้อมูล
Nutanix เสนอให้องค์กรมอง AI เป็น AI Factory หรือระบบโครงสร้างพื้นฐานกลางสำหรับพัฒนาและใช้งาน AI แทนการสร้างโครงการทดลองแยกกันในแต่ละหน่วยงาน
แนวทางดังกล่าวเน้นการรวมทรัพยากรประมวลผล การจัดการข้อมูล และการกำกับดูแลไว้ในระบบที่สามารถบริหารร่วมกันได้ โดยบทความระบุถึงประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ได้แก่
- ลดค่าใช้จ่ายด้านคลาวด์ได้สูงสุด 40% จากการใช้ทรัพยากรร่วมกันและลดระบบที่ใช้งานไม่เต็มประสิทธิภาพ
- เพิ่มการควบคุมข้อมูลสำคัญ โดยสามารถเก็บและประมวลผลข้อมูลภายในองค์กร เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านข้อมูลในแต่ละประเทศ
- ลดระยะเวลาติดตั้งระบบ AI จากหลายเดือนเหลือเพียงไม่กี่วัน ผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับทั้ง Virtual Machine และ Kubernetes
ข้อมูลขององค์กรกลายเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ AI
ประเด็นหลักที่ Nutanix ต้องการสื่อคือ เมื่อโมเดล AI มีให้เลือกมากขึ้น องค์กรจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตนเองมีอยู่แล้ว นั่นคือ ข้อมูลเฉพาะทาง ความรู้ภายในองค์กร และความสามารถในการควบคุมการนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้
การลงทุน AI จึงไม่ควรพิจารณาเพียงความสามารถของโมเดล แต่ต้องประเมินความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ความถูกต้องของข้อมูล ต้นทุนการดำเนินงาน และข้อกำหนดด้านความปลอดภัยควบคู่กัน
สำหรับองค์กรที่กำลังขยายการใช้ AI จากการทดลองไปสู่การทำงานจริง แนวคิดนี้ชี้ให้เห็นว่า การจัดการข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานเป็นส่วนสำคัญในการทำให้ AI สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
บทความที่เกี่ยวข้อง
จากพื้นที่ที่เคยถูกมองว่าเป็นแค่แหล่งทรัพยากร
Amazonia ทำให้สิ่งที่ออกมาจากที่นี่
กลายเป็นของที่มี “เรื่องเล่า มีตัวตน และน่าจดจำ”
18 เม.ย. 2026
ทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วม ดินถล่ม หรือคลองตื้นเขิน เรามักมองว่าเป็นผลจากฝนที่ตกหนัก แต่สำหรับ นิธิศ นวรัตน ณ อยุธยา ปัญหาเหล่านี้อาจเริ่มต้นตั้งแต่วันที่หน้าดินถูกเปิดทิ้งไว้โดยไม่มีการปกป้อง เรื่องราวของเขาและบริษัท ปกป้องปฐพี จึงไม่ใช่แค่การพัฒนานวัตกรรม "ผ้าห่มดิน" และ "หมอนกันดิน" แต่คือความพยายามผลักดันให้การดูแลหน้าดินกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของประเทศไทย เพื่อป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นทาง ก่อนจะกลายเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ในอนาคต.
9 ก.ค. 2026
คอลแลบครั้งแรกที่ Justin ลงมือจริง
Rhode ของ Hailey Bieber เปิดตัว Rhode x The Biebers (13 เม.ย. 2026) และเป็นครั้งแรกที่ Justin Bieber เข้ามามีส่วนร่วมในตัวสินค้า ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ของแคมเปญ
18 เม.ย. 2026


