หุ้นเอเชียขยับขึ้นตาม Wall Street น้ำมันร่วงช่วยคลายแรงกดดันเงินเฟ้อ
อัพเดทล่าสุด: 22 ก.ย. 2026
10 ผู้เข้าชม

ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นตาม Wall Street หลังราคาน้ำมันลดลงช่วยคลายความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ขณะที่เงินเยนอ่อนค่าลง แม้ธนาคารกลางญี่ปุ่นขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 30 ปี
ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นในวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2026 ตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลัง ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างมากในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ช่วยลดแรงกดดันต่อเงินเฟ้อที่นักลงทุนกำลังจับตา
ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังติดตามการตัดสินใจของ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ สู่ 1.25% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1995
หุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปรับขึ้น
ตลาดสำคัญในเอเชียปรับตัวขึ้นหลายแห่ง โดยช่วงปิดตลาด
ราคาน้ำมันลดลง ช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ตลาดจับตาคือ ราคาน้ำมันที่ลดลง
ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นประมาณหนึ่งในห้าในเดือนกันยายน แต่ในช่วง 3 วันที่ผ่านมาได้ปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว โดย ณ เวลาที่รายงาน
WTI ลดลง 2.2% มาอยู่ที่ 99.67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ Brent ลดลง 2.4% อยู่ที่ 102.29 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แรงกดดันด้านราคาน้ำมันส่วนหนึ่งลดลงหลังมีข่าวว่า ซาอุดีอาระเบียกำลังเร่งฟื้นการขนส่งน้ำมันประมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณที่ได้รับผลกระทบ จากการหยุดทำงานของท่อส่งน้ำมัน East-West ซึ่งเชื่อมเส้นทางการขนส่งไปยังทะเลแดง
การลดลงของราคาน้ำมันช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนพลังงานและแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังติดตาม
Fed ขึ้นดอกเบี้ย นักลงทุนยังจับตาเงินเฟ้อ
ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากการตัดสินใจของ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ปรับขึ้นต้นทุนการกู้ยืมในสัปดาห์นี้
รายงานระบุว่า การขึ้นดอกเบี้ยช่วยสร้างความมั่นใจบางส่วนให้กับนักลงทุนที่กังวลก่อนหน้านี้ว่า ผู้กำหนดนโยบายอาจดำเนินการช้าเกินไปในการรับมือกับเงินเฟ้อ
ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นตัวชี้วัดต้นทุนการกู้ยืมที่สำคัญ ปรับกลับลงมาต่ำกว่า 5%
BOJ ขึ้นดอกเบี้ย แต่เงินเยนกลับอ่อนค่า
อีกประเด็นสำคัญคือการตัดสินใจของ ธนาคารกลางญี่ปุ่น
BOJ ขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ สู่ 1.25% โดยมติไม่ได้เป็นเอกฉันท์ แต่ผ่านด้วยคะแนนเสียง 7 ต่อ 2
แม้อัตราดอกเบี้ยจะขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1995 แต่เงินเยนกลับอ่อนค่าลง โดยอยู่ที่มากกว่า 157 เยนต่อดอลลาร์ จากประมาณ 156 เยนก่อนการประกาศ
นักวิเคราะห์ที่ถูกอ้างถึงในรายงานระบุว่า ตลาดให้ความสนใจกับ แนวทางของ BOJ หลังจากนี้ มากกว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะความเร็วและความเร่งด่วนของการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต
ตลาดยังต้องติดตามราคาน้ำมันและนโยบายการเงิน
แม้ราคาน้ำมันจะลดลงในช่วงล่าสุด แต่รายงานระบุว่า ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ และความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อเงินเฟ้อ
ดังนั้น นักลงทุนยังต้องติดตามทั้ง ราคาพลังงาน ทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลาง และค่าเงิน ซึ่งมีผลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดการเงินในระยะต่อไป
ที่มา: RTL Today / AFP, “Asian stocks track Wall St rally as oil prices drop”, เผยแพร่ 18 กันยายน 2026 และอัปเดต 18 กันยายน 2026
ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นในวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2026 ตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลัง ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างมากในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ช่วยลดแรงกดดันต่อเงินเฟ้อที่นักลงทุนกำลังจับตา
ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังติดตามการตัดสินใจของ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ สู่ 1.25% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1995
หุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปรับขึ้น
ตลาดสำคัญในเอเชียปรับตัวขึ้นหลายแห่ง โดยช่วงปิดตลาด
- Nikkei 225 ญี่ปุ่น เพิ่มขึ้น 1.4% อยู่ที่ 65,018.95 จุด
- Hang Seng ฮ่องกง เพิ่มขึ้น 0.6% อยู่ที่ 24,750.78 จุด
- Shanghai Composite เพิ่มขึ้น 0.9% อยู่ที่ 3,911.87 จุด
- ตลาดใน โซล ไทเป และมุมไบ ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน
ราคาน้ำมันลดลง ช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ตลาดจับตาคือ ราคาน้ำมันที่ลดลง
ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นประมาณหนึ่งในห้าในเดือนกันยายน แต่ในช่วง 3 วันที่ผ่านมาได้ปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว โดย ณ เวลาที่รายงาน
WTI ลดลง 2.2% มาอยู่ที่ 99.67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ Brent ลดลง 2.4% อยู่ที่ 102.29 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แรงกดดันด้านราคาน้ำมันส่วนหนึ่งลดลงหลังมีข่าวว่า ซาอุดีอาระเบียกำลังเร่งฟื้นการขนส่งน้ำมันประมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณที่ได้รับผลกระทบ จากการหยุดทำงานของท่อส่งน้ำมัน East-West ซึ่งเชื่อมเส้นทางการขนส่งไปยังทะเลแดง
การลดลงของราคาน้ำมันช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนพลังงานและแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่ธนาคารกลางทั่วโลกกำลังติดตาม
Fed ขึ้นดอกเบี้ย นักลงทุนยังจับตาเงินเฟ้อ
ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากการตัดสินใจของ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ปรับขึ้นต้นทุนการกู้ยืมในสัปดาห์นี้
รายงานระบุว่า การขึ้นดอกเบี้ยช่วยสร้างความมั่นใจบางส่วนให้กับนักลงทุนที่กังวลก่อนหน้านี้ว่า ผู้กำหนดนโยบายอาจดำเนินการช้าเกินไปในการรับมือกับเงินเฟ้อ
ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นตัวชี้วัดต้นทุนการกู้ยืมที่สำคัญ ปรับกลับลงมาต่ำกว่า 5%
BOJ ขึ้นดอกเบี้ย แต่เงินเยนกลับอ่อนค่า
อีกประเด็นสำคัญคือการตัดสินใจของ ธนาคารกลางญี่ปุ่น
BOJ ขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ สู่ 1.25% โดยมติไม่ได้เป็นเอกฉันท์ แต่ผ่านด้วยคะแนนเสียง 7 ต่อ 2
แม้อัตราดอกเบี้ยจะขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1995 แต่เงินเยนกลับอ่อนค่าลง โดยอยู่ที่มากกว่า 157 เยนต่อดอลลาร์ จากประมาณ 156 เยนก่อนการประกาศ
นักวิเคราะห์ที่ถูกอ้างถึงในรายงานระบุว่า ตลาดให้ความสนใจกับ แนวทางของ BOJ หลังจากนี้ มากกว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะความเร็วและความเร่งด่วนของการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต
ตลาดยังต้องติดตามราคาน้ำมันและนโยบายการเงิน
แม้ราคาน้ำมันจะลดลงในช่วงล่าสุด แต่รายงานระบุว่า ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ และความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อเงินเฟ้อ
ดังนั้น นักลงทุนยังต้องติดตามทั้ง ราคาพลังงาน ทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลาง และค่าเงิน ซึ่งมีผลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดการเงินในระยะต่อไป
ที่มา: RTL Today / AFP, “Asian stocks track Wall St rally as oil prices drop”, เผยแพร่ 18 กันยายน 2026 และอัปเดต 18 กันยายน 2026
บทความที่เกี่ยวข้อง
นักวิจัยจาก Hebrew University of Jerusalem พัฒนา “BioPykrete” น้ำแข็งเสริมแรงที่แข็งแรงขึ้นราว 10 เท่าและดูดซับพลังงานก่อนแตกได้มากกว่าน้ำแข็งทั่วไปถึง 70 เท่า พร้อมแนวคิดต่อยอดเป็นวัสดุก่อสร้างสำหรับพื้นที่หนาวจัด แต่ยังต้องผ่านการทดสอบอีกหลายขั้น
28 ก.ย. 2026
Amazon เริ่มบังคับให้ผู้ขายติดป้ายกำกับภาพและวิดีโอที่มี "บุคคลสร้างด้วย AI" บนหน้าสินค้า หลังรัฐนิวยอร์กออกกฎหมายใหม่ด้านความโปร่งใสของโฆษณา นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนว่าแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซกำลังปรับตัวรับยุค AI และให้ผู้บริโภคแยกแยะเนื้อหาจริงกับเนื้อหาที่สร้างขึ้นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
25 ก.ค. 2026
เมื่อแว่นตาเริ่มมีกล้องและ AI ในตัว คำถามเรื่องความเป็นส่วนตัวก็กลับมาอีกครั้ง ล่าสุดนิวยอร์กกลายเป็นรัฐแรกของสหรัฐฯ ที่สั่งห้ามนำ Smart Glasses เข้าศาลทั้งหมด หวั่นถูกใช้แอบบันทึกภาพและข้อมูลสำคัญโดยที่คนรอบข้างไม่รู้ตัว
15 ก.ค. 2026


