แชร์

งานวิจัยพบ กินอาหารให้จบภายใน 9 ชั่วโมงต่อวัน อาจช่วยให้สมองผู้สูงอายุทำงานดีขึ้น

อัพเดทล่าสุด: 27 ก.ค. 2026
32 ผู้เข้าชม

งานวิจัยชี้ การจำกัดช่วงเวลากินอาหารอาจช่วยชะลอการเสื่อมของสมองในผู้สูงอายุ แต่ยังต้องศึกษาต่อ


การกินภายใน 9 ชั่วโมงต่อวันอาจส่งผลดีต่อการทำงานของสมอง
นักวิจัยจาก Rutgers University นำเสนอผลการศึกษาที่พบว่า การจำกัดช่วงเวลาการรับประทานอาหาร (Time-Restricted Eating) ให้กินอาหารภายในช่วงเวลาประมาณ 9 ชั่วโมงต่อวัน และเว้นการกินอาหารอย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนเข้านอน อาจช่วยลดการเสื่อมของความสามารถด้านการคิดและการรับรู้ (Cognitive Decline) ในผู้สูงอายุได้

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเน้นว่า ผลการศึกษานี้ยังเป็นงานวิจัยเบื้องต้น ที่นำเสนอในที่ประชุมวิชาการ และยังไม่ได้ผ่านการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการแบบ Peer Review จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่เพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลลัพธ์

ศึกษาผู้หญิงวัย 50–79 ปี ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
การศึกษาครั้งนี้ติดตามผู้หญิง 47 คน อายุระหว่าง 50–79 ปี ซึ่งมีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน โดยทุกคนลดพลังงานจากอาหารลงวันละประมาณ 500 กิโลแคลอรี เป็นเวลา 6 เดือน

ผู้เข้าร่วมถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

  • กลุ่มที่รับประทานอาหารภายในช่วงเวลาประมาณ 9 ชั่วโมงต่อวัน (โดยทั่วไปคือ 10.00–18.00 น.)
  • กลุ่มที่รับประทานอาหารกระจายภายในช่วงเวลาประมาณ 12 ชั่วโมงต่อวัน
  • ทั้งสองกลุ่มมีน้ำหนักลดลงใกล้เคียงกัน เฉลี่ยประมาณ 7 กิโลกรัม แต่กลุ่มที่จำกัดช่วงเวลากินอาหารมีผลการทดสอบด้านการคิดที่ดีกว่า


ผลทดสอบด้านการคิดดีขึ้นในบางด้าน
นักวิจัยพบว่า ผู้ที่รับประทานอาหารภายในช่วงเวลา 9 ชั่วโมง ทำคะแนนได้ดีกว่า ในการทดสอบที่เกี่ยวข้องกับ

  • การวางแผนเชิงพื้นที่ (Spatial Planning)
  • การแก้ปัญหา (Problem Solving)
  • ความจำและการเรียนรู้บางด้าน

ผลลัพธ์ดังกล่าวทำให้นักวิจัยตั้งข้อสันนิษฐานว่า การรับประทานอาหารให้สอดคล้องกับ นาฬิกาชีวภาพของร่างกาย (Circadian Rhythm) อาจช่วยสนับสนุนการทำงานของสมองได้ นอกจากนี้ยังอาจเกี่ยวข้องกับการเผาผลาญพลังงานที่ดีขึ้นและการลดการอักเสบในร่างกาย แต่ยังต้องมีการศึกษากลไกเพิ่มเติม

ยังไม่ใช่ข้อสรุปว่า "ช่วยป้องกันสมองเสื่อม" ได้
ผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยเตือนว่า แม้ผลลัพธ์จะน่าสนใจแต่ ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการจำกัดช่วงเวลากินอาหารสามารถป้องกันภาวะสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์ได้ เพราะการศึกษานี้มีผู้เข้าร่วมเพียง 47 คน และศึกษากับผู้หญิงที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนเท่านั้น

จึงยังไม่ทราบว่าผลลัพธ์จะเหมือนกันในผู้ชาย ผู้ที่มีน้ำหนักปกติ หรือประชากรกลุ่มอื่นหรือไม่

แนวทางดูแลสุขภาพสมองยังต้องอาศัยหลายปัจจัยร่วมกัน
นักวิจัยระบุว่า การลดความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมยังต้องอาศัยปัจจัยด้านวิถีชีวิตหลายด้านร่วมกัน เช่น การควบคุมน้ำหนัก การออกกำลังกาย การนอนหลับให้เพียงพอ และการดูแลโรคประจำตัว ขณะที่การจำกัดช่วงเวลากินอาหารอาจเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ควรศึกษาต่อในอนาคต

ที่มา : The Guardian.


บทความที่เกี่ยวข้อง
แค่กาแฟดี ไม่พอสำหรับ Gen Z แล้ว
เคยไหม… เราไม่ได้เลือกกาแฟจากรสชาติ แต่เลือกจาก “ความรู้สึก” ที่ร้านนั้นให้ บางร้านไม่ได้อร่อยที่สุด แต่คนแน่นตลอดวัน ในขณะที่บางร้านชงดีมาก แต่ไม่มีใครจำได้ นี่ไม่ใช่เรื่องของกาแฟ แต่มันคือ “เกมใหม่ของการเลือกแบรนด์”
29 มี.ค. 2026
ทำไม Prada และ Louis Vuitton ถึงเปิดคาเฟ่? แบรนด์หรูกำลังขายอะไรกัน?
เมื่อแบรนด์หรูอย่าง Prada, Louis Vuitton และ Ralph Lauren หันมาเปิดคาเฟ่ สิ่งที่พวกเขากำลังขายอาจไม่ใช่กาแฟหรืออาหาร แต่คือ "ประสบการณ์" ที่ทำให้ลูกค้าใช้เวลาอยู่กับแบรนด์นานขึ้น สร้างความผูกพัน และเพิ่มโอกาสในการกลับมาซื้อสินค้าราคาแพงในอนาคต
21 มิ.ย. 2026
ผลวิจัยเผย Gen Z เป็นคนรุ่นแรกที่ผู้ชายนับถือศาสนามากกว่าผู้หญิง
ผลการศึกษาจากออสเตรเลียพบว่า Gen Z เป็นคนรุ่นแรกที่ผู้ชายระบุว่าตนนับถือศาสนามากกว่าผู้หญิง สวนทางแนวโน้มที่เกิดขึ้นมาหลายชั่วอายุคน แม้ภาพรวมของประเทศยังคงมีผู้ที่นับถือศาสนาลดลงอย่างต่อเนื่อง นักวิจัยชี้ว่าปรากฏการณ์นี้อาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงด้านอัตลักษณ์และแนวคิดทางการเมือง แต่ยังไม่ใช่ข้อสรุปเชิงสาเหตุ
23 ก.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy