คนรุ่นใหม่ในสิงคโปร์แห่ทำอาชีพเสริม รับมือ AI และค่าครองชีพที่สูงขึ้น

ในช่วงกลางวัน Adele Lee วัย 32 ปี ทำงานเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของผู้บริหารระดับสูงในบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินแห่งหนึ่งในสิงคโปร์
แต่ในช่วงเย็นสัปดาห์ละ 3 วัน เธอจะเริ่มทำงานอีกครั้ง ด้วยการถ่ายทอดสดขายเสื้อผ้ามือสองผ่าน TikTok ตอบคำถามลูกค้า และจัดเตรียมสินค้าเพื่อส่งหลังจากจบการไลฟ์
อาชีพเสริมนี้สร้างรายได้ให้เธอประมาณ 500 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน หรือราว 12,000 บาท เพิ่มจากเงินเดือนประจำเกือบ 4,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน โดยเธอนำเงินส่วนนี้ไปจ่ายค่าเบี้ยประกันและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุนัขที่เลี้ยงไว้
สำหรับ Lee รายได้จากอาชีพเสริมทำหน้าที่เหมือน เงินสำรองเพื่อช่วยลดความกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ในช่วงที่ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น
เกือบหนึ่งในสามมองว่ารายได้จากงานประจำอย่างเดียวไม่เพียงพอ
รายงานของ South China Morning Post ซึ่งเผยแพร่บทความจาก Bloomberg ระบุว่า แรงงานในสิงคโปร์เกือบหนึ่งในสามมองว่าจำเป็นต้องมีรายได้อีกทาง นอกเหนือจากงานประจำ
อาชีพเสริมที่ได้รับความสนใจมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การขายเสื้อผ้ามือสองผ่าน TikTok การซื้อขายการ์ดโปเกมอน ไปจนถึงการเปิดคาเฟ่ขนาดเล็กภายในบ้าน
แรงจูงใจสำคัญไม่ได้มีเพียงการหารายได้เพิ่ม แต่ยังมาจากความต้องการสร้าง หลักประกันทางการเงิน ในช่วงที่คนทำงานรุ่นใหม่รู้สึกไม่แน่ใจเกี่ยวกับทิศทางของตลาดแรงงาน
AI เพิ่มความกังวลให้กับกลุ่มคนทำงานสำนักงาน
แม้เศรษฐกิจสิงคโปร์ยังเติบโต โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 5.7% และตัวเลขเงินเฟ้อเดือนมิถุนายนต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ แต่ตัวเลขเหล่านี้ยังไม่สามารถลดความกังวลของคนทำงานรุ่นใหม่ได้ทั้งหมด
สาเหตุหนึ่งคือ เศรษฐกิจสิงคโปร์พึ่งพางานด้านการเงิน การบริหารความมั่งคั่ง และงานสำนักงานจำนวนมาก ซึ่งเป็นกลุ่มงานที่กำลังได้รับผลกระทบจากการนำ AI มาใช้ คนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงานจึงเริ่มตั้งคำถามว่า AI จะเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของตนเองมากเพียงใด และงานที่มีอยู่ในวันนี้จะยังเป็นที่ต้องการในอนาคตหรือไม่
แรงกดดันยังเพิ่มขึ้นจากวัฒนธรรมของครอบครัวสิงคโปร์ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา คุณวุฒิ และความก้าวหน้าในอาชีพมาอย่างยาวนาน
รายได้เพิ่มขึ้น แต่ต้องแลกกับเวลาพักผ่อน
การมีอาชีพเสริมช่วยให้คนทำงานมีรายได้เพิ่ม และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเงินเดือนเพียงทางเดียว อย่างไรก็ตาม การทำงานต่อหลังเลิกงาน รวมถึงการใช้เวลาช่วงกลางคืนหรือวันหยุดกับธุรกิจส่วนตัว ทำให้หลายคนมีเวลาพักผ่อนน้อยลง
กรณีของ Lee แสดงให้เห็นว่า อาชีพเสริมไม่ได้จบเพียงการไลฟ์ขายสินค้า แต่ยังมีขั้นตอนตอบลูกค้า จัดสินค้า และเตรียมส่งของ ซึ่งต้องทำต่อหลังจากเสร็จงานประจำแล้ว
จึงเกิดสถานการณ์ที่คนทำงานมีความมั่นคงด้านรายได้เพิ่มขึ้น แต่ต้องบริหาร ภาระงาน เวลา และความเหนื่อยล้า ไปพร้อมกัน
อาชีพเสริมกลายเป็นเครื่องมือรับมือความไม่แน่นอน
สำหรับคนทำงานรุ่นใหม่ในสิงคโปร์ อาชีพเสริมไม่ได้หมายถึงการลาออกจากงานประจำเสมอไป แต่เป็นการสร้างรายได้อีกทางไว้รองรับค่าใช้จ่ายและความไม่แน่นอนในอนาคต
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดคือ คนทำงานจำนวนหนึ่งเริ่มมองว่า งานประจำเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับสร้างความมั่นคง โดยเฉพาะเมื่อค่าครองชีพยังสูง และ AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบของงานสำนักงานหลายประเภท
อย่างไรก็ตาม รายได้ที่เพิ่มขึ้นก็มาพร้อมกับต้นทุนด้านเวลาและการพักผ่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ทำอาชีพเสริมแต่ละคนต้องพิจารณาควบคู่กัน
ที่มา: South China Morning Post / Bloomberg


