EU ห้ามแบรนด์แฟชั่นทำลายสินค้าใหม่ที่ขายไม่ออก เปลี่ยนเกมการบริหารสต็อกของทั้งอุตสาหกรรม

EU ห้ามแบรนด์แฟชั่นทำลายสินค้าใหม่ที่ขายไม่ออก เริ่มบังคับใช้กับบริษัทขนาดใหญ่ หวังลดขยะสิ่งทอ
สหภาพยุโรปเริ่มใช้กฎใหม่ ยุติการทำลายสินค้าแฟชั่นที่ขายไม่ออก
สหภาพยุโรป (EU) เริ่มบังคับใช้มาตรการใหม่ ห้ามบริษัทแฟชั่นขนาดใหญ่ทำลายเสื้อผ้า รองเท้า และเครื่องประดับใหม่ที่ขายไม่ออก ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2026 ภายใต้กฎระเบียบด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน (Ecodesign for Sustainable Products Regulation: ESPR) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดการผลิตเกินความจำเป็น ลดขยะสิ่งทอ และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
กฎดังกล่าวส่งผลต่อบริษัทแฟชั่นรายใหญ่หลายแห่ง เช่น LVMH, Chanel, Prada และ Inditex ซึ่งที่ผ่านมาอุตสาหกรรมแฟชั่นบางส่วนใช้การทำลายสินค้าคงเหลือเป็นหนึ่งในวิธีบริหารสต็อก เพื่อรักษาความหายากของสินค้าและภาพลักษณ์ของแบรนด์ โดยเฉพาะในตลาดสินค้าลักชัวรี
แบรนด์ต้องเปลี่ยนวิธีบริหารสต็อกและสินค้าคืน
ภายใต้กฎใหม่ บริษัทจะ ไม่สามารถเผาหรือส่งสินค้าใหม่ที่ขายไม่ออกไปฝังกลบ รวมถึงสินค้าที่ลูกค้าส่งคืนได้ เว้นแต่จะเข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เช่น สินค้ามีความเสี่ยงต่อสุขภาพและความปลอดภัย เป็นสินค้าปลอม หรือชำรุดจนไม่สามารถซ่อมหรือนำกลับมาใช้ได้
EU สนับสนุนให้ธุรกิจเลือกแนวทางอื่นแทนการทำลายสินค้า เช่น
• บริจาค ให้กับองค์กรที่เกี่ยวข้อง
• ซ่อมแซมและนำกลับมาใช้ใหม่
• รีไซเคิลหรือกู้คืนวัสดุ
• นำกลับเข้าสู่ตลาดมือสองหรืออัปไซเคิล (Upcycling)
มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อให้วัสดุที่ยังมีคุณค่าสามารถหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจได้นานขึ้น แทนที่จะกลายเป็นของเสียตั้งแต่ยังไม่เคยถูกใช้งาน
อุตสาหกรรมลักชัวรีเผชิญความท้าทายมากกว่ากลุ่มอื่น
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า กฎใหม่นี้อาจส่งผลกระทบต่อแบรนด์ลักชัวรีมากกว่าผู้ผลิตเสื้อผ้าทั่วไป เนื่องจากธุรกิจกลุ่มนี้อาศัย การควบคุมปริมาณสินค้าและความหายาก (Scarcity) เพื่อรักษามูลค่าและภาพลักษณ์ของแบรนด์ การไม่สามารถทำลายสินค้าคงเหลือได้ อาจทำให้บริษัทต้องรับภาระต้นทุนการเก็บสต็อกมากขึ้น หรือปรับแผนการผลิตและการจำหน่ายใหม่
ข้อมูลจาก Bain & Company และ Altagamma ระบุว่า สินค้าลักชัวรีประมาณ 40% ถูกจำหน่ายผ่านการลดราคาในปี 2025 หลังความต้องการของตลาดชะลอตัวและปริมาณสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันด้านการบริหารสต็อกที่อุตสาหกรรมกำลังเผชิญอยู่
อาจเร่งการใช้ AI และการวางแผนการผลิตที่แม่นยำขึ้น
นักวิเคราะห์มองว่า กฎใหม่จะผลักดันให้บริษัทแฟชั่นลงทุนด้าน การวางแผนสินค้าคงคลัง การคาดการณ์ความต้องการ และระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากขึ้น เพื่อช่วยติดตามสต็อกแบบเรียลไทม์และลดการผลิตเกินความต้องการของตลาด
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังระบุว่า เมื่อการทำลายสินค้าคงเหลือไม่สามารถใช้เป็นทางออกได้อีกต่อไป ความแม่นยำในการวางแผนการผลิตและการบริหารสต็อกจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันของธุรกิจแฟชั่น มากขึ้นในอนาคต
มาตรการลดขยะสิ่งทอในระดับยุโรป
คณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า ในแต่ละปีมี ผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่ไม่ได้ขายประมาณ 4–9% ถูกทำลายก่อนที่จะมีผู้ใช้งาน คิดเป็นปริมาณ 264,000–594,000 ตันต่อปี
ที่มา: Financial Times / Business Times


