แชร์

EU ห้ามแบรนด์แฟชั่นทำลายสินค้าใหม่ที่ขายไม่ออก เปลี่ยนเกมการบริหารสต็อกของทั้งอุตสาหกรรม

อัพเดทล่าสุด: 25 ก.ค. 2026
60 ผู้เข้าชม

EU ห้ามแบรนด์แฟชั่นทำลายสินค้าใหม่ที่ขายไม่ออก เริ่มบังคับใช้กับบริษัทขนาดใหญ่ หวังลดขยะสิ่งทอ


สหภาพยุโรปเริ่มใช้กฎใหม่ ยุติการทำลายสินค้าแฟชั่นที่ขายไม่ออก
สหภาพยุโรป (EU) เริ่มบังคับใช้มาตรการใหม่ ห้ามบริษัทแฟชั่นขนาดใหญ่ทำลายเสื้อผ้า รองเท้า และเครื่องประดับใหม่ที่ขายไม่ออก ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2026 ภายใต้กฎระเบียบด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน (Ecodesign for Sustainable Products Regulation: ESPR) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดการผลิตเกินความจำเป็น ลดขยะสิ่งทอ และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

กฎดังกล่าวส่งผลต่อบริษัทแฟชั่นรายใหญ่หลายแห่ง เช่น LVMH, Chanel, Prada และ Inditex ซึ่งที่ผ่านมาอุตสาหกรรมแฟชั่นบางส่วนใช้การทำลายสินค้าคงเหลือเป็นหนึ่งในวิธีบริหารสต็อก เพื่อรักษาความหายากของสินค้าและภาพลักษณ์ของแบรนด์ โดยเฉพาะในตลาดสินค้าลักชัวรี

แบรนด์ต้องเปลี่ยนวิธีบริหารสต็อกและสินค้าคืน
ภายใต้กฎใหม่ บริษัทจะ ไม่สามารถเผาหรือส่งสินค้าใหม่ที่ขายไม่ออกไปฝังกลบ รวมถึงสินค้าที่ลูกค้าส่งคืนได้ เว้นแต่จะเข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เช่น สินค้ามีความเสี่ยงต่อสุขภาพและความปลอดภัย เป็นสินค้าปลอม หรือชำรุดจนไม่สามารถซ่อมหรือนำกลับมาใช้ได้

EU สนับสนุนให้ธุรกิจเลือกแนวทางอื่นแทนการทำลายสินค้า เช่น

• บริจาค ให้กับองค์กรที่เกี่ยวข้อง
• ซ่อมแซมและนำกลับมาใช้ใหม่
• รีไซเคิลหรือกู้คืนวัสดุ
• นำกลับเข้าสู่ตลาดมือสองหรืออัปไซเคิล (Upcycling)
มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อให้วัสดุที่ยังมีคุณค่าสามารถหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจได้นานขึ้น แทนที่จะกลายเป็นของเสียตั้งแต่ยังไม่เคยถูกใช้งาน

อุตสาหกรรมลักชัวรีเผชิญความท้าทายมากกว่ากลุ่มอื่น
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า กฎใหม่นี้อาจส่งผลกระทบต่อแบรนด์ลักชัวรีมากกว่าผู้ผลิตเสื้อผ้าทั่วไป เนื่องจากธุรกิจกลุ่มนี้อาศัย การควบคุมปริมาณสินค้าและความหายาก (Scarcity) เพื่อรักษามูลค่าและภาพลักษณ์ของแบรนด์ การไม่สามารถทำลายสินค้าคงเหลือได้ อาจทำให้บริษัทต้องรับภาระต้นทุนการเก็บสต็อกมากขึ้น หรือปรับแผนการผลิตและการจำหน่ายใหม่

ข้อมูลจาก Bain & Company และ Altagamma ระบุว่า สินค้าลักชัวรีประมาณ 40% ถูกจำหน่ายผ่านการลดราคาในปี 2025 หลังความต้องการของตลาดชะลอตัวและปริมาณสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันด้านการบริหารสต็อกที่อุตสาหกรรมกำลังเผชิญอยู่

อาจเร่งการใช้ AI และการวางแผนการผลิตที่แม่นยำขึ้น
นักวิเคราะห์มองว่า กฎใหม่จะผลักดันให้บริษัทแฟชั่นลงทุนด้าน การวางแผนสินค้าคงคลัง การคาดการณ์ความต้องการ และระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากขึ้น เพื่อช่วยติดตามสต็อกแบบเรียลไทม์และลดการผลิตเกินความต้องการของตลาด

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังระบุว่า เมื่อการทำลายสินค้าคงเหลือไม่สามารถใช้เป็นทางออกได้อีกต่อไป ความแม่นยำในการวางแผนการผลิตและการบริหารสต็อกจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันของธุรกิจแฟชั่น มากขึ้นในอนาคต

มาตรการลดขยะสิ่งทอในระดับยุโรป
คณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า ในแต่ละปีมี ผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่ไม่ได้ขายประมาณ 4–9% ถูกทำลายก่อนที่จะมีผู้ใช้งาน คิดเป็นปริมาณ 264,000–594,000 ตันต่อปี

ที่มา: Financial Times / Business Times


บทความที่เกี่ยวข้อง
Starbucks ญี่ปุ่นเตรียมเปิดสาขาบนชานชาลาชินคันเซ็นที่เกียวโตและนาโกย่า เพิ่มความสะดวกก่อนขึ้นรถไฟความเร็วสูง
Starbucks Japan เตรียมเปิดสาขาบนชานชาลาชินคันเซ็นเพิ่มอีก 2 แห่งที่เกียวโตและนาโกย่าในปี 2027 หลังสาขาแรกที่ชินโยโกฮามะได้รับความนิยมจากนักเดินทาง โดยร้านถูกออกแบบเป็นคีออสก์แบบรับกลับ เพื่อให้ผู้โดยสารซื้อกาแฟได้ทันก่อนรถไฟออ
18 ก.ย. 2026
วงการดนตรีเปิดตัวป้ายกำกับ แยกเพลงที่สร้างโดย AI
เมื่อเพลงที่สร้างด้วย AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนผู้ฟังเริ่มแยกไม่ออกว่าอะไรคือผลงานของมนุษย์ และอะไรคือผลงานของปัญญาประดิษฐ์ องค์กรดนตรีระดับโลกจึงเปิดตัวระบบป้ายกำกับใหม่ เพื่อบอกให้ชัดว่าเพลงนั้น "สร้างโดย AI" หรือ "ใช้ AI เป็นผู้ช่วย" หวังเพิ่มความโปร่งใสให้กับวงการเพลงในยุค AI
14 ก.ค. 2026
คนยุโรปออกกำลังกายมากขึ้น แต่โอกาสเข้าถึงยังต่างกันตามรายได้และอายุ
ชาวยุโรปออกกำลังกายมากขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2022 แต่ผลสำรวจล่าสุดพบว่ายังมีช่องว่างด้านการเข้าถึงตามรายได้ อายุ และระดับการศึกษา โดย 39% ยังไม่เคยออกกำลังกาย ขณะที่เวลา ค่าใช้จ่าย และปัญหาสุขภาพยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการมีกิจกรรมทางกาย
25 ก.ย. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy