แชร์

อยู่รอดหรือถูกแทนที่? คนทำงานจีนกำลังปรับตัวในยุค AI เพื่อไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

อัพเดทล่าสุด: 10 ก.ค. 2026
125 ผู้เข้าชม

เมื่อ AI ถาโถมเข้าสู่จีน คนทำงานกำลังเลือก “ปรับตัว” มากกว่าต่อต้าน

ในจีนตอนนี้ AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีที่อยู่ในห้องทดลองหรือข่าวอุตสาหกรรมอีกต่อไป แต่เริ่มเข้าไปอยู่ในชีวิตการทำงานของคนจำนวนมาก ตั้งแต่ทนายความ นักการตลาด ที่ปรึกษา คนทำสื่อ ไปจนถึงผู้หางานรุ่นใหม่

กรณีของ เซี่ย จิงอี้ ทนายความด้านคดีธุรกิจในเซี่ยงไฮ้ เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัด เธอใช้เครื่องมือ AI อย่าง DeepSeek และ Doubao ช่วยค้นหาคดีและคำพิพากษาที่คล้ายกัน จากเดิมที่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการค้นฐานข้อมูลกฎหมาย ตอนนี้ AI สามารถดึงตัวอย่างที่เกี่ยวข้องมาให้ได้ในเวลาไม่กี่วินาที

แต่เซี่ยไม่ได้เชื่อ AI ทั้งหมด เธอยังระวังสิ่งที่เรียกว่า “hallucination” หรือการที่ AI สร้างข้อมูลผิดขึ้นมาแล้วนำเสนอเหมือนเป็นข้อเท็จจริง สำหรับงานกฎหมายที่ต้องการความแม่นยำสูง AI จึงเป็นผู้ช่วยที่เร็วมาก แต่ยังไม่ใช่สิ่งที่เธอปล่อยให้ตัดสินใจแทนได้

AI ช่วยลดงานซ้ำ แต่ไม่ได้ทำให้ทุกคนหมดบทบาททันที

เซี่ยยอมรับว่า AI อาจทำให้งานบางส่วนของทนายความมีความสำคัญน้อยลง โดยเฉพาะงานค้นข้อมูลและงานเอกสารที่ทำซ้ำได้ แต่เธอมองว่าสิ่งนี้เปิดทางให้ทนายความใช้เวลากับงานที่สำคัญกว่า เช่น การวางกลยุทธ์คดี การสื่อสารกับลูกค้า และการตัดสินใจเชิงวิชาชีพ

นี่คือมุมที่คนทำงานจีนจำนวนหนึ่งเริ่มมอง AI ไม่ใช่แค่ “คู่แข่ง” แต่เป็นเครื่องมือที่ทำให้งานบางส่วนเร็วขึ้น แล้วบังคับให้มนุษย์ต้องขยับไปทำงานที่ AI ยังทำได้ไม่ดีพอ

จากรายงานของ The Straits Times ซึ่งสัมภาษณ์คนทำงานและผู้หางานกว่า 30 คนในเมืองต่าง ๆ ของจีน เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ฉงชิ่ง เซินเจิ้น และฮ่องกง คนจำนวนมากกำลังใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในงานที่เกี่ยวกับการสรุป เขียน ออกแบบ วิเคราะห์ หรือค้นข้อมูล

คนทำงานจีนไม่ได้ไม่กลัว แต่เลือกปรับตัวก่อน

แม้หลายคนจะกังวลว่า AI อาจเข้ามาแทนงานบางประเภท แต่รายงานระบุว่าสัญญาณการต่อต้านนโยบายผลักดัน AI ในจีนยังไม่ชัดเจนเท่าบางประเทศ เช่น สหรัฐฯ

เหตุผลหนึ่งคือจีนวาง AI เป็นวาระระดับชาติอย่างชัดเจน รัฐบาลจีนมอง AI เป็นเทคโนโลยีสำคัญที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ และพยายามผลักดันให้ AI เข้าไปอยู่ในหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจ

ในมุมของคนทำงาน หลายคนจึงไม่ได้ถามว่า “จะใช้ AI หรือไม่” แต่ถามว่า “จะใช้ AI อย่างไรให้ตัวเองยังมีคุณค่าในงาน”

นี่ทำให้ทักษะที่คนเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้นไม่ใช่แค่การกดใช้เครื่องมือ AI แต่รวมถึง การสื่อสารกับคน การบริการลูกค้า การคิดเชิงกลยุทธ์ ภาวะผู้นำ และการตรวจสอบคุณภาพของงานที่ AI สร้างขึ้น

จีนกำลังใช้ AI ในระดับใหญ่มาก

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจคือ จีนไม่ได้ทดลอง AI แบบเล็ก ๆ แต่กำลังใช้ในระดับประเทศ

รายงาน AI Index 2026 ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดระบุว่า ในปี 2025 จีนติดตั้งหุ่นยนต์อุตสาหกรรมมากกว่าประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกรวมกัน ขณะที่บริการรถยนต์ไร้คนขับ Apollo Go ของ Baidu ให้บริการรถไร้คนขับเต็มรูปแบบประมาณ 11 ล้านเที่ยวในปี 2025 เพิ่มขึ้น 175% จากปีก่อนหน้า ตามข้อมูลที่รายงานโดย The Straits Times

ในฝั่งผู้บริโภค แชตบอต Doubao ของจีนก็กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือ AI ที่ถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย โดยรายงานเดียวกันระบุว่ามีผู้ใช้งานรายเดือนในจีน 345 ล้านคนในเดือนมีนาคม 2026

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า AI ในจีนไม่ได้อยู่แค่ในบริษัทเทคโนโลยี แต่เริ่มกระจายเข้าสู่โรงงาน การเดินทาง ธุรกิจ บริการ และงานออฟฟิศทั่วไป

รัฐบาลจีนต้องการ AI แต่ก็ต้องระวังเรื่องงาน

อีกด้านหนึ่ง จีนยังต้องบริหารความเสี่ยงเรื่องแรงงาน เพราะหาก AI ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกว่ากำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ผลกระทบอาจไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่รวมถึงความมั่นคงทางสังคมด้วย

The Straits Times รายงานเพิ่มเติมว่า รัฐบาลจีนเริ่มส่งสัญญาณเตือนนายจ้าง โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยี ไม่ให้ใช้ AI เป็นเหตุผลในการปลดพนักงานอย่างง่าย ๆ และศาลในบางเมือง เช่น ปักกิ่งและหางโจว มีคำตัดสินที่ให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมหรือโยกย้ายพนักงานก่อนการเลิกจ้าง

นี่ทำให้แนวทางของจีนต่างจากภาพจำที่ว่าเทคโนโลยีจะเดินหน้าโดยไม่สนแรงงาน เพราะอย่างน้อยในระดับนโยบาย จีนกำลังพยายามผลักดัน AI พร้อมกับควบคุมผลกระทบต่อการจ้างงาน

AI อาจไม่ใช่คำถามว่า “รอดหรือตาย” เท่านั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นในจีนทำให้เห็นภาพชัดว่า AI ไม่ได้เข้ามาแทนมนุษย์ในวันเดียว แต่ค่อย ๆ เปลี่ยนความหมายของงาน

งานบางอย่างจะเร็วขึ้น
งานบางอย่างจะถูกลดความสำคัญ
งานบางอย่างจะต้องใช้ทักษะใหม่
และบางอาชีพอาจต้องพิสูจน์คุณค่าของมนุษย์ให้ชัดกว่าเดิม

สำหรับคนทำงานจำนวนมากในจีน คำตอบตอนนี้จึงไม่ใช่การปฏิเสธ AI แต่เป็นการรีบเรียนรู้ก่อนที่ AI จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการทำงาน

เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ข่าวว่าแรงงานจีนใช้ AI มากขึ้น แต่เป็นสัญญาณของโลกการทำงานที่กำลังเปลี่ยนจากคำถามว่า “AI จะมาแทนเราหรือไม่” ไปสู่คำถามที่ยากกว่าเดิมว่า “เราจะทำงานร่วมกับ AI อย่างไร โดยยังรักษาคุณค่าของมนุษย์ไว้ได้”

ที่มา: The Straits Times


บทความที่เกี่ยวข้อง
ไวรัล เจลาโต้ 300 บาท คนกำลังซื้อรสชาติ หรือกำลังซื้อ “การอยู่ในกระแส”
ไอศกรีมถ้วยละเกือบ 300 บาท ถ้าเป็นเมื่อก่อน คนอาจถามว่า “มันคุ้มจริงเหรอ?”
25 มี.ค. 2026
อะไรทำให้ผู้อพยพเกือบ 50,000 คนมุ่งหน้าสู่เซวตาภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง?
ผู้อพยพเกือบ 50,000 คนเดินทางเข้าสู่เมืองเซวตาของสเปนภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง กลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์อพยพครั้งใหญ่ที่สุดในยุโรปช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ "เกิดอะไรขึ้น" หากคือ "อะไรทำให้ผู้คนจำนวนมหาศาลตัดสินใจออกเดินทางพร้อมกัน" เมื่อคำตอบอาจไม่ใช่แค่ความยากจน แต่รวมถึงข่าวลือ เครือข่ายลักลอบขนคน และความหวังที่จะเข้าสู่ยุโรป
31 ก.ค. 2026
AI ใช้แมวติดกล้องช่วยตามหาแมวหาย เปลี่ยนแมวเดินเล่นให้เป็นนักสืบสี่ขา
โครงการ GdeKotBot ในคาซัคสถาน ทดลองใช้แมวที่ออกไปเดินเล่นนอกบ้าน สวมกล้องขนาดเล็กและ GPS เพื่อบันทึกภาพระหว่างทาง ก่อนให้ AI วิเคราะห์ภาพและเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลสัตว์เลี้ยงที่สูญหาย หวังเพิ่มโอกาสให้เจ้าของได้รับเบาะแสเมื่อแมวที่หายไปปรากฏตัวในพื้นที่ใกล้เคียง
8 ต.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy