แผนที่หนี้ยุโรปเปลี่ยน กรีซฟื้นความเชื่อมั่น ฝรั่งเศสแบกต้นทุนกู้ยืมสูง

หากนักลงทุนที่ติดตามวิกฤตหนี้ยุโรปในปี 2012 กลับมาดูตลาดในวันนี้ เขาอาจพบว่าภาพเดิมไม่เหมือนที่เคยเป็นอีกต่อไป เพราะประเทศที่เคยถูกมองว่ามีความเสี่ยงสูงบางแห่งสามารถกู้เงินได้ด้วยต้นทุนที่ลดลง ขณะที่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างฝรั่งเศสกลับต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงกว่าอิตาลี
ข้อมูลที่ Euronews รายงานเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2026 ระบุว่า ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของเบลเยียมอยู่ที่ 4.29% ใกล้เคียงกับกรีซที่ 4.35% ขณะที่ฝรั่งเศสมีต้นทุนการกู้ยืมสูงกว่าอิตาลี สะท้อนให้เห็นว่าแผนที่ความเสี่ยงด้านหนี้ของยูโรโซนกำลังเปลี่ยนแปลงไปจากภาพจำในอดีต
ทำไมกรีซจึงกู้เงินได้ใกล้เคียงกับเบลเยียม?
ปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนหนี้เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถของรัฐบาลในการควบคุมงบประมาณและทำให้ตลาดเชื่อมั่นว่าหนี้จะอยู่ในเส้นทางที่บริหารจัดการได้
รายงานระบุว่า ในปี 2025 กรีซมี งบประมาณเกินดุล 1.7% ของ GDP และสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ลดลงมากกว่า 9 จุดเปอร์เซ็นต์ภายในหนึ่งปี ขณะเดียวกัน หลายประเทศที่เคยเผชิญวิกฤตหนี้ได้ปรับปรุงการจัดเก็บภาษี บริหารงบประมาณอย่างระมัดระวัง และปรับโครงสร้างหนี้ให้มีระยะเวลาชำระคืนยาวขึ้น
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ช่วยให้ตลาดประเมินความเสี่ยงของประเทศเหล่านั้นใหม่ แม้ว่าระดับหนี้โดยรวมยังคงสูงก็ตาม
เบลเยียมเผชิญแรงกดดันด้านหนี้ ส่วนฝรั่งเศสต้องเตรียมเงินกู้ก้อนใหญ่
เบลเยียมกำลังเผชิญแรงกดดันด้านการคลัง โดยมี การขาดดุลงบประมาณ 5.2% ของ GDP ในปี 2025 สูงกว่าฝรั่งเศสที่ 5.1% และหนี้สาธารณะของเบลเยียมเพิ่มขึ้นเกิน 109% ของ GDP ในไตรมาสแรกของปี 2026 ตัวเลขเหล่านี้ช่วยอธิบายว่าทำไมนักลงทุนจึงเรียกผลตอบแทนสูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงในการปล่อยกู้
Euronews
ฝรั่งเศสเผชิญโจทย์อีกด้านหนึ่ง คือภาระหนี้ขนาดใหญ่และต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น รายงานระบุว่าหนี้สาธารณะฝรั่งเศสแตะ 3.6 ล้านล้านยูโร หรือ 119% ของ GDP เพิ่มจาก 98.2% ก่อนการระบาดใหญ่ของโควิด-19
ในปี 2027 ฝรั่งเศสเตรียมออกพันธบัตรระยะกลางและระยะยาวมูลค่า 340,000 ล้านยูโร ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มจาก 310,000 ล้านยูโรในปี 2026 ขณะที่ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยของรัฐบาลคาดว่าจะเพิ่มจาก 62,600 ล้านยูโรในปีนี้ เป็น 72,900 ล้านยูโรในปีหน้า โดยเงินกู้ส่วนหนึ่งมีไว้เพื่อชำระหนี้เดิมที่ครบกำหนด ไม่ใช่การใช้จ่ายใหม่ทั้งหมด
ทำไมต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลยุโรปจึงสูงขึ้น?
แรงกดดันไม่ได้เกิดจากปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงกันยายน 2026 ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีโดยเฉลี่ยของกลุ่ม G7 เพิ่มขึ้นมากกว่า 1 จุดเปอร์เซ็นต์ และแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยแรงกดดันจากราคาพลังงาน เงินเฟ้อ ความไม่แน่นอนทางการเมือง และการที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ลดบทบาทการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า เมื่อมีผู้ซื้อที่พร้อมรับความเสี่ยงน้อยลง รัฐบาลก็อาจต้องเสนอผลตอบแทนสูงขึ้นเพื่อดึงดูดนักลงทุน
อย่างไรก็ตาม รายงานไม่ได้สรุปว่ายุโรปกำลังเข้าสู่วิกฤตหนี้แบบปี 2012 อีกครั้ง โดย Lombard Odier ประเมินว่าตลาดกำลังกำหนดราคาตามความไม่แน่นอน มากกว่าจะสะท้อนเงื่อนไขของวิกฤตหนี้ครั้งใหม่ พร้อมชี้ว่าความสามารถในการจัดทำงบประมาณที่น่าเชื่อถือของฝรั่งเศสจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
เรื่องนี้สำคัญอย่างไร?
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ตลาดพันธบัตรไม่ได้พิจารณาเพียงว่าประเทศหนึ่งมีหนี้มากแค่ไหน แต่ยังดูว่ารัฐบาลจะจัดการหนี้อย่างไร และเงินที่กู้มาจะช่วยสร้างการเติบโตในอนาคตหรือใช้รองรับภาระดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
เมื่อต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้น รัฐบาลอาจมีงบประมาณเหลือสำหรับบริการสาธารณะและการลงทุนลดลง หากเศรษฐกิจเติบโตช้ากว่าต้นทุนดอกเบี้ย ภาระหนี้ก็อาจยิ่งจัดการได้ยากขึ้น ขณะเดียวกัน ความกังวลด้านการคลังในประเทศหนึ่งยังอาจส่งผลต่อความคาดหวังเงินเฟ้อและตลาดการเงินในประเทศอื่นได้ด้วย
ที่มา : Euronews


