เอลนีโญรุนแรงขึ้น จุดชนวนไฟป่า วิกฤตพลังงาน และความเสี่ยงด้านอาหารทั่วโลก

โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่แปรปรวนมากขึ้น เมื่อ เอลนีโญ (El Niño) ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนสูงกว่าปกติ ส่งผลต่อรูปแบบลม อุณหภูมิ และปริมาณฝนในหลายภูมิภาค รายงานของ AFP ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2026 ระบุว่า ผลกระทบกำลังปรากฏให้เห็นตั้งแต่ไฟป่าในเอเชียและแอมะซอน ไปจนถึงความกังวลเรื่องความมั่นคงทางอาหารและการผลิตไฟฟ้า
ไฟป่าอินโดนีเซียสร้างหมอกควันข้ามพรมแดน
ในอินโดนีเซีย ภาวะแห้งแล้งที่เชื่อมโยงกับเอลนีโญเกิดขึ้นพร้อมกับไฟป่าในพื้นที่ป่าและสวนเพาะปลูกบนเกาะบอร์เนียวและบริเวณสุมาตราใต้ ส่งผลให้เกิดวิกฤตหมอกควันในภูมิภาค
มาเลเซียปิดโรงเรียนในหลายพื้นที่เมื่อสัปดาห์ก่อน ขณะที่สิงคโปร์ประกาศเงินช่วยเหลือสำหรับผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาอาการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับหมอกควัน มาเลเซียยังเรียกร้องให้สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน จัดประชุมหารือเรื่องนี้ พร้อมเสนอความช่วยเหลือด้านการดับไฟป่า
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การตัดไม้ทำลายป่าและการระบายน้ำออกจากพื้นที่พรุเป็นเวลาหลายปี ทำให้อินโดนีเซียเสี่ยงต่อไฟป่ามากขึ้นในช่วงอากาศแห้ง เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ผู้คนหลายหมื่นคนเจ็บป่วยจากผลกระทบของไฟและหมอกควัน และเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ต้องช่วยเหลือลิงอุรังอุตังหลายสิบตัวที่ติดอยู่ท่ามกลางควันและเปลวไฟ
ขณะเดียวกัน รัฐอามาโซนัสของบราซิลมีจุดความร้อนจากไฟป่าในเดือนกันยายนเกือบ 4 เท่าของช่วงเดียวกันในปีก่อน และมีรายงานไฟป่ามากกว่า 749 จุดในวันพุธวันหนึ่ง หมอกควันยังปกคลุมเมืองมาเนาส์ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในเขตแอมะซอนของบราซิล จนโรงเรียนรัฐบาลต้องปิดเรียนเมื่อวันศุกร์
เมียนมากังวลไฟฟ้าไม่เพียงพอ ฟิลิปปินส์เตรียมรับมือ
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่ไฟป่าเท่านั้น เมียนมาเตือนประชาชนให้เตรียมรับมือกับไฟฟ้าดับ หลังคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นผิดฤดูกาลทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อระบบจ่ายไฟฟ้าของประเทศ
กระทรวงพลังงานเมียนมาระบุว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นจากสภาวะเอลนีโญรุนแรงทำให้การใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ขณะที่หน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยายังเตือนถึงความเสี่ยงจากฝนที่ผิดปกติ ภัยแล้ง อากาศร้อนจัด และการขาดแคลนน้ำดื่ม
ส่วนฟิลิปปินส์กำลังเตรียมรับมือกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงขึ้น รวมถึงความเป็นไปได้ที่การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำจะลดลง เพราะสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้ง รัฐมนตรีพลังงานของประเทศจึงเรียกร้องให้ประชาชนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการประหยัดพลังงาน
IMF ห่วงผลกระทบต่ออาหารและความยากจน
คริสตาลินา จอร์จีวา ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แสดงความกังวลอย่างมากต่อผลกระทบทั่วโลกจากเอลนีโญ โดยเฉพาะเรื่อง ความมั่นคงทางอาหาร พร้อมระบุว่า IMF กำลังเตรียมความพร้อมเพื่อช่วยเหลือประเทศที่อาจรับมือกับผลกระทบได้ยาก
โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เตือนด้วยว่า เมื่อเอลนีโญเกิดขึ้นพร้อมกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงและราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น ปัจจัยเหล่านี้อาจซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจจนทำให้ประชาชนหลายสิบล้านคน หรืออาจมากถึงหลายร้อยล้านคน กลับเข้าสู่ภาวะยากจน
ทางตอนใต้ของมาดากัสการ์ เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือกำลังรับมือกับผลกระทบจากภาวะขาดแคลนอาหารอยู่แล้ว และคาดว่าสถานการณ์อาจเลวร้ายลงเมื่อผลกระทบจากเอลนีโญต่อทวีปแอฟริกาเริ่มชัดเจนมากขึ้นในเดือนนี้
นักวิทยาศาสตร์คาดเอลนีโญรุนแรงสูงสุดในเดือนธันวาคม
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า เอลนีโญยังมีแนวโน้มทวีความรุนแรงต่อไปจนถึงจุดสูงสุดในเดือนธันวาคม และอาจทำให้อุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยในพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก พร้อมเปลี่ยนรูปแบบฝนจนเพิ่มความเสี่ยงต่อทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมในภูมิภาคต่าง ๆ
ข้อมูลจากบริการด้านสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรประบุว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในพื้นที่ติดตามสำคัญแห่งหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิกทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่นระบุว่าเอลนีโญครั้งนี้มีความรุนแรงอยู่ในระดับสูงสุดเท่าที่เคยบันทึกไว้
อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบความรุนแรงระหว่างแต่ละเหตุการณ์มีข้อจำกัด เพราะหน่วยงานพยากรณ์อากาศอาจใช้เกณฑ์ต่างกัน และภาวะโลกร้อนยังทำให้อุณหภูมิพื้นฐานของมหาสมุทรสูงขึ้นอยู่แล้ว
ตัวเลขสำคัญที่สะท้อนผลกระทบ
- 29.70 องศาเซลเซียส: อุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่รายงานในพื้นที่ส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิก
- 4 เท่าเกือบ: จำนวนจุดความร้อนจากไฟป่าในรัฐอามาโซนัสของบราซิลในเดือนกันยายน เมื่อเทียบกับปีก่อน
- 71 ราย: จำนวนผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมในประเทศไทยนับตั้งแต่กลางเดือนกันยายน ตามตัวเลขที่รายงานในบทความ
- 46 ตัว: จำนวนอุรังอุตังที่หน่วยงานและกลุ่มอนุรักษ์ YIARI ช่วยเหลือจากเหตุไฟป่าในอินโดนีเซีย ระหว่างเดือนสิงหาคมถึง 9 ตุลาคม
ทำไมจึงเรียกว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ”?
คำว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” ถูกใช้เรียกเหตุการณ์ครั้งนี้ในบางรายงาน แต่คำที่นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากใช้คือ “เอลนีโญที่รุนแรงมาก” (Very Strong El Niño) โดยพิจารณาจากความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในพื้นที่หนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิก
เอลนีโญไม่ได้ทำให้ทุกพื้นที่เกิดผลกระทบแบบเดียวกัน บางแห่งมีแนวโน้มแห้งแล้งและเสี่ยงไฟป่า ขณะที่บางพื้นที่อาจมีฝนมากและน้ำท่วม ความรุนแรงของปรากฏการณ์ยังต้องพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
สิ่งที่น่าจับตาจึงไม่ใช่เพียงว่าเอลนีโญจะรุนแรงเพียงใด แต่คือแต่ละประเทศจะเตรียมรับมือกับไฟป่า ภัยแล้ง น้ำท่วม ความต้องการพลังงานที่สูงขึ้น และผลกระทบต่อราคาอาหารได้ทันเวลาหรือไม่
ที่มา - สำนักข่าว RTL Today / AFP


